ที่ผ่านมาเราได้เรียนคำว่า mute ซึ่งเป็นคำที่มีประโยชน์มาก!
ลองมาพิจารณาคำนี้กันเพิ่มเติมอีกนิด ตอนนี้เรารู้วิธีสร้างวลีเหล่านี้:
แมวที่น่ารัก
แมวหลายตัว
น่ารักมาก
แต่ถ้าเรารวมทั้งสามคำมาไว้ด้วยกัน มันจะแปลว่า แมวที่น่ารักหลายตัว หรือ แมวที่น่ารักมาก กันนะ
แมวที่น่ารักหลายตัว
ในกรณีนี้ มันจะแปลว่า แมวที่น่ารักหลายตัว เพราะว่า suwi ขยายคำว่า soweli และ mute ก็ขยายคำว่า soweli เช่นกัน แต่ฉันคิดว่า แมวของฉันน่ารักมากๆ เลยนะ แล้วจะพูดว่าอย่างไรดี ถ้าฉันต้องการใช้คำว่า mute เพื่อขยายคำว่า suwi แทนที่จะไปขยาย soweli แทนล่ะ นี่คือส่วนที่คำช่วยใหม่ของเราจะช่วยได้:
คำช่วยที่จับกลุ่มคำคุณศัพท์ไว้ด้วยกัน
แมวที่น่ารักมาก
ไชโย! เท่านี้เราก็สามารถพูดถึง soweli ที่ suwi mute ได้แล้ว! ถ้าคุณชอบวิชาคณิตศาสตร์ ให้ลองจินตนาการว่ามันเป็นเหมือนการใส่วงเล็บ ทำให้คำในวงเล็บจะถูกแปลก่อน: ‘แมว น่ารัก มาก’ vs ‘แมว (น่ารัก มาก)’.
ลองมาดูตัวอย่างอื่นๆ กัน:
รูปบ้าน
รูปหลายรูป
บ้านหลายหลัง
รูปบ้านหลายรูป
รูปของบ้านหลายหลัง
เช่นเดียวกัน คุณสามารถมองว่ามันเป็น ‘รูป บ้าน มาก’ vs ‘รูป (บ้าน มาก)’ ก็ได้ และแน่นอนว่า mute ไม่ใช่คำเดียวที่ pi สามารถช่วยได้! ลองมาดูคำอื่นๆ กัน:
คนนิสัยดี
คนตัวเล็ก
คนนิสัยพอใช้ได้
คนนิสัยดีที่ตัวเล็ก
คนที่มีนิสัยพอใช้ได้
‘คน ดี เล็ก’ vs ‘คน (ดี เล็ก)’.
ความรู้ด้านสงคราม
ความรู้ใหม่
สงครามใหม่
ความรู้ใหม่ด้านสงคราม (เป็นความรู้ที่ใหม่)
ความรู้ด้านสงครามครั้งใหม่ (เป็นสงครามที่ใหม่)
‘ความรู้ สงคราม ใหม่’ vs ‘ความรู้ (สงคราม ใหม่)’
คุณอาจสงสัยว่า ทำไมคำแปลเป็นภาษาไทยมันดูเปลี่ยนไปเยอะจัง! สำหรับภาษาไทยเรามีการแบ่งคำคุณศัพท์และคำวิเศษณ์อยู่ในบางกรณี เช่น ถ้าขยายคำว่าน่ารัก จะใช้คำว่า “มาก” แต่ถ้าจะขยายจำนวนแมว เราอาจจะใช้คำว่า “หลาย” แทน ทำให้ไม่เกิดความสับสน รวมถึงในบางกรณีเราก็ย้ายตำแหน่งคำคุณศัพท์เพื่อให้สื่อความได้ชัดเจนขึ้น เช่น “ความรู้ใหม่ด้านสงคราม” กับ “ความรู้ด้านสงครามใหม่” เป็นต้น
แต่ว่าในภาษา Toki Pona คำหนึ่งสามารถเป็นได้ทั้งคำนาม คำกริยา และคำคุณศัพท์ ทำให้การแยกแยะหน้าที่ของคำว่าคำไหนต้องไปขยายคำไหนจึงทำได้ยาก ภาษา Toki Pona จึงใช้คำช่วยหนึ่งคำในการจัดกลุ่มใหม่นั่นเอง